ช่วงนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็ต้องเห็นเมนูอาหารเกาหลีฮิตติดลมบนไปซะหมดเลยใช่ไหมคะ? ไม่ว่าจะเป็นร้านไก่ทอดเกาหลีที่เปิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไปจนถึงซุปกิมจิร้อนๆ หรือต็อกบกกีรสเด็ดที่เห็นในซีรีส์แล้วต้องตามไปกินให้ได้ ฉันเองก็รู้สึกเหมือนกันว่ากระแส K-Food นี่แรงไม่มีตกจริงๆ ค่ะ ทำให้ฉันนึกสงสัยว่าเบื้องหลังความอร่อยที่มาแรงขนาดนี้ มีอะไรซ่อนอยู่บ้างนะ ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติเท่านั้น แต่ตอนนี้อาหารเกาหลีกำลังก้าวไปอีกขั้น สู่การเป็นธุรกิจสตาร์ทอัประดับโลกที่น่าจับตามากๆ เลยค่ะ ทั้งการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน (HMR) ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีในร้านอาหาร ที่ทำให้ K-Food ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ชั่วคราว แต่กำลังสร้างอนาคตใหม่ให้กับวงการอาหารเลยทีเดียวค่ะ เตรียมตัวพบกับเรื่องราวที่น่าสนใจของสตาร์ทอัพอาหารเกาหลีที่กำลังพลิกโฉมวงการอาหารทั่วโลกได้เลยค่ะ รับรองว่ามีไอเดียธุรกิจเด็ดๆ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนแน่นอน!
ด้านล่างนี้เรามาเจาะลึกไปพร้อมๆ กันเลยนะคะ
นวัตกรรมเปลี่ยนเกม: เมื่อ K-Food ไม่ใช่แค่อาหาร แต่เป็นเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์

ช่วงนี้ฉันรู้สึกว่าวงการอาหารเกาหลีไปไกลกว่าที่เราคิดเยอะเลยนะคะ ไม่ใช่แค่ต็อกบกกีหรือไก่ทอดที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ตอนนี้ K-Food กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสุดล้ำจริงๆ ค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าเราสามารถสั่งอาหารเกาหลีแบบพร้อมทาน (HMR) ที่รสชาติเหมือนเพิ่งออกจากครัวได้จากซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน หรือแม้แต่ในร้านอาหารบางแห่งก็มีหุ่นยนต์มาเสิร์ฟอาหารให้เราแล้วนะ! ฉันเคยได้ยินมาว่าบริษัทอาหารเกาหลีหลายแห่งลงทุนกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างจริงจัง เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ เนื้อสัมผัส หรือแม้กระทั่งความสะดวกสบายในการเตรียมอาหาร ซึ่งส่วนตัวแล้วฉันคิดว่านี่แหละคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ K-Food ยังคงเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราวค่ะ การผสมผสานเทคโนโลยีเข้ามาในธุรกิจอาหารทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากๆ อย่างเช่น อาหารสำเร็จรูปที่ทำง่ายๆ แค่อุ่นไมโครเวฟ หรืออาหารที่ออกแบบมาเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ แถมยังคงรสชาติเกาหลีแท้ๆ เอาไว้ครบถ้วนอีกด้วยนะคะ ฉันเองก็เคยลอง HMR หลายยี่ห้อแล้ว ต้องยอมรับเลยว่าบางอย่างอร่อยจนแทบแยกไม่ออกว่าไม่ใช่ฝีมือเชฟเลยล่ะค่ะ นี่คือการปฏิวัติวงการอาหารที่ทำให้ K-Food เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นและง่ายขึ้นจริงๆ ค่ะ
เทรนด์ HMR ยกระดับความอร่อยแบบไม่ต้องรอ
จากประสบการณ์ส่วนตัวของฉัน HMR หรือ Home Meal Replacement นี่คือพระเอกตัวจริงที่ทำให้ K-Food เข้าถึงชีวิตประจำวันของคนยุ่งๆ อย่างเราได้เลยค่ะ เมื่อก่อนเวลาอยากกินอาหารเกาหลีอร่อยๆ ก็ต้องออกไปร้าน หรือไม่ก็ต้องเสียเวลาเตรียมวัตถุดิบทำเอง แต่เดี๋ยวนี้แค่เดินเข้า 7-Eleven หรือซูเปอร์มาร์เก็ต ก็เจอเมนูอาหารเกาหลีสำเร็จรูปให้เลือกเพียบเลยนะคะ ตั้งแต่ต็อกบกกี ซุปกิมจิ หรือแม้แต่ซุปสาหร่ายต่างๆ ที่สำคัญคือรสชาติเขาดีงามมาก เหมือนมีเชฟมาทำให้กินถึงบ้านเลยค่ะ การเติบโตของ HMR แสดงให้เห็นว่าคนเกาหลีเองก็ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากพอๆ กับรสชาติ และฉันเชื่อว่าเทรนด์นี้จะยังคงไปต่อเรื่อยๆ เพราะมันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วแต่ก็ยังอยากได้คุณภาพดีๆ ค่ะ
หุ่นยนต์และ AI: ผู้ช่วยเชฟยุคใหม่
ใครจะไปคิดว่าเราจะได้เห็นหุ่นยนต์มาทำอาหารหรือเสิร์ฟอาหารในร้านเกาหลีจริงจังขนาดนี้! ฉันเคยเห็นคลิปวิดีโอที่ร้านเบอร์เกอร์ในเกาหลีใช้หุ่นยนต์ AI เข้ามาช่วยรับออเดอร์ ชำระเงิน และเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้า มันว้าวมากๆ เลยนะคะ ไม่ใช่แค่ร้านอาหารเท่านั้น แต่ในอนาคตเราอาจจะเห็นหุ่นยนต์ทำบาริสต้าในคาเฟ่ หรือแม้แต่หุ่นยนต์ทอดไก่ในซูเปอร์มาร์เก็ตก็เป็นได้ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ที่เกาหลีหรอกค่ะ ในประเทศไทยเองก็เริ่มเห็นระบบจัดการคิว สั่งอาหารผ่านมือถือ หรือแม้แต่ระบบจัดการวัตถุดิบในร้านอาหารเพื่อลด Food Waste กันแล้วนะคะ การนำหุ่นยนต์และ AI มาใช้ไม่ได้แค่ช่วยลดต้นทุนแรงงาน แต่ยังช่วยให้คุณภาพอาหารและบริการมีความสม่ำเสมอมากขึ้นด้วย ซึ่งในมุมมองของฉัน นี่คือการยกระดับประสบการณ์การกินอาหารไปอีกขั้นเลยค่ะ
K-Food สู่ตลาดโลก: จากกระแส Hallyu สู่การลงทุนระดับหมื่นล้าน
ถ้าพูดถึง K-Food ในต่างประเทศ หลายคนคงนึกถึงกระแส K-Pop หรือ K-Drama ที่ทำให้คนทั่วโลกอยากลิ้มลองอาหารเกาหลีตามซีรีส์ใช่ไหมคะ แต่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ ไม่ได้มีแค่พลังซอฟต์พาวเวอร์อย่างเดียวค่ะ มันคือการลงทุนมหาศาลและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ของบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่และเหล่าสตาร์ทอัพของเกาหลีใต้ที่น่าจับตามองมากๆ ฉันเองก็ได้เห็นว่าหลายบริษัทอาหารเกาหลีตอนนี้ไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศแล้ว แต่พวกเขากำลังรุกตลาดโลกอย่างจริงจัง มีการปรับสูตรอาหารให้เข้ากับรสนิยมของคนท้องถิ่นในแต่ละประเทศ พร้อมทั้งขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างกว้างขวาง อย่างแบรนด์ Bibigo ของ CJ CheilJedang เนี่ย เขาไปไกลมากในตลาดต่างประเทศเลยนะคะ ทั้งในอเมริกา ยุโรป และแม้แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในประเทศไทยเองก็มีการร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่นเพื่อนำสินค้าเข้ามาทำตลาดอย่างเต็มที่ ฉันเคยเห็นโฆษณาของ Bibigo ที่มีพัคซอจุนเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยนะ ดึงดูดแฟนคลับได้เยอะเลยล่ะค่ะ นั่นแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการสร้างแบรนด์ระดับโลกจริงๆ ค่ะ
การปรับตัวให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่น
สิ่งที่ฉันประทับใจมากๆ ในการบุกตลาดโลกของ K-Food คือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมการกินของแต่ละประเทศค่ะ ไม่ใช่แค่เอาอาหารเกาหลีแบบดั้งเดิมไปขายตรงๆ แต่มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ผสมผสานรสชาติเกาหลีเข้ากับวัตถุดิบหรือความชอบของคนท้องถิ่น อย่างเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสเผ็ดที่ตอนนี้ดังไปทั่วโลกก็มีการปรับระดับความเผ็ดหรือเพิ่มรสชาติที่ถูกปากคนแต่ละภูมิภาค หรือแม้แต่การทำเกี๊ยวเกาหลี (มันดู) ไส้ต่างๆ ที่ตอบโจทย์คนในประเทศนั้นๆ ด้วย ซึ่งในฐานะคนชอบลองอะไรใหม่ๆ ฉันรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนุกและน่าติดตามมากๆ เลยค่ะ การเข้าใจตลาดและความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ทำให้ K-Food ไม่ได้เป็นแค่ “อาหารต่างชาติ” แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารประจำวันของคนทั่วโลกได้จริงๆ
พลังของการลงทุนและขยายตลาด
การเติบโตของ K-Food ในตลาดโลกไม่ได้มาง่ายๆ นะคะ มันมาพร้อมกับการลงทุนมหาศาลจากบริษัทยักษ์ใหญ่และสตาร์ทอัพที่มองเห็นโอกาส มีหลายบริษัทที่ขยายโรงงานผลิตไปยังต่างประเทศเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น อย่าง Nongshim ผู้ผลิตบะหมี่ Shin Ramyun ที่เข้าไปตั้งโรงงานในสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้น แถมยังสร้างผลิตภัณฑ์ที่ราคาจับต้องได้ในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองจนยอดขายพุ่งกระฉูดเลยค่ะ นี่แสดงให้เห็นว่าการมีวิสัยทัศน์และการลงทุนเชิงรุกเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการผลักดัน K-Food ให้เป็นแบรนด์ระดับโลกได้สำเร็จ และไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่นะคะ สตาร์ทอัพ Food Tech จำนวนมากในเกาหลีใต้ก็ได้รับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และมีหลายบริษัทที่เติบโตจนเป็น Unicorn (สตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เลยทีเดียว นี่คือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารเกาหลีในระยะยาวเลยค่ะ
สตาร์ทอัพ K-Food กับการสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่ง
สิ่งที่ทำให้ฉันตื่นเต้นกับวงการ K-Food มากๆ ก็คือการที่สตาร์ทอัพน้องใหม่ๆ ผุดขึ้นมาพร้อมไอเดียที่แปลกใหม่และน่าสนใจอยู่เสมอค่ะ พวกเขาไม่ได้ทำแค่เมนูอาหารทั่วๆ ไป แต่เน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหา หรือสร้างประสบการณ์การกินที่แตกต่างออกไปเลย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอาหารทางเลือกโปรตีนสูง ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดน้ำตาล หรือแม้แต่นวัตกรรมการผลิตอาหารที่ยั่งยืน ซึ่งฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันสำคัญมากๆ ในยุคที่เราทุกคนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นนะคะ การที่เกาหลีใต้มี Ecosystem ที่เอื้อต่อการเกิดสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ทำให้มีพื้นที่สำหรับการทดลองและพัฒนาไอเดียใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ฉันรู้สึกว่ามันเหมือนกับเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์เลยล่ะค่ะ
อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ในยุคที่คนใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สตาร์ทอัพ K-Food จำนวนมากก็หันมาโฟกัสกับอาหารทางเลือกค่ะ เช่น การพัฒนาโปรตีนจากพืช (Plant-based protein) หรือการผลิตเนื้อสัตว์จากห้องแล็บ (Cultivated Meat) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์กลุ่มคนที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกน นอกจากนี้ ยังมีสตาร์ทอัพที่คิดค้นผลิตภัณฑ์ลดน้ำตาล หรือสารให้ความหวานจากธรรมชาติเข้ามาทดแทน ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ชอบทานหวานมากอย่างฉัน ถือว่าเป็นข่าวดีมากๆ เลยค่ะ ฉันเคยลองผลิตภัณฑ์บางตัวที่เป็นอาหารทางเลือกแล้วต้องบอกเลยว่ารสชาติดีงามไม่แพ้อาหารปกติเลยจริงๆ ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ฉันรู้สึกทึ่งมากๆ กับนวัตกรรมของ K-Food นะคะ
เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แล้ว สตาร์ทอัพ K-Food ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหารด้วยค่ะ เช่น ระบบจัดการขยะอาหาร (Food Waste Management) ที่ช่วยลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งในร้านอาหาร หรือเทคโนโลยีที่ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาวัตถุดิบและอาหารสด เพื่อลดการเน่าเสีย ฉันคิดว่าเรื่องพวกนี้สำคัญมากๆ เลยนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วยค่ะ การที่สตาร์ทอัพเหล่านี้ไม่ได้มองแค่เรื่องกำไร แต่ยังใส่ใจในประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้ฉันยิ่งรู้สึกชื่นชมและอยากสนับสนุนพวกเขามากๆ เลยค่ะ นี่คือการมองธุรกิจในระยะยาวที่แท้จริง
เบื้องหลังความสำเร็จ: วัฒนธรรม K-Culture และการตลาดที่เข้าถึงใจ
ปฏิเสธไม่ได้เลยใช่ไหมคะว่ากระแส K-Culture ไม่ว่าจะเป็น K-Pop, K-Drama หรือ K-Movie เนี่ย มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้อาหารเกาหลีเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมไปทั่วโลก ฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ดูซีรีส์เกาหลีแล้วต้องตามไปหาต็อกบกกีหรือไก่ทอดเกาหลีมากินตามเลยล่ะค่ะ มันเหมือนเป็นการสร้างประสบการณ์ร่วมที่ทำให้เราอินกับอาหารมากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งเลยนะคะ ยิ่งกว่านั้น บริษัทอาหารเกาหลียังฉลาดมากๆ ในการใช้พลังของ K-Culture มาเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง พวกเขาไม่ได้แค่ขายอาหาร แต่กำลังขายประสบการณ์และไลฟ์สไตล์แบบเกาหลีให้กับคนทั่วโลก ซึ่งฉันมองว่านี่คือจุดแข็งที่ K-Food มีเหนืออาหารชาติอื่นๆ เลยค่ะ
จากซีรีส์สู่โต๊ะอาหาร: ปรากฏการณ์ “กินตามรอย”
ใครเป็นเหมือนฉันบ้างคะที่ดูซีรีส์เกาหลีแล้วต้องกรีดร้องอยากกินอาหารที่พระเอกนางเอกกินทันที! ไม่ว่าจะเป็นรามยอนร้อนๆ ในคืนหิมะตก หรือไก่ทอดกับเบียร์ในวันที่เหนื่อยล้า ซีรีส์เกาหลีทำให้เมนูเหล่านี้กลายเป็น “ของมันต้องลอง” สำหรับแฟนๆ ทั่วโลกเลยค่ะ บริษัทอาหารเกาหลีเองก็มองเห็นโอกาสตรงนี้ เลยมีการทำการตลาดโดยใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นนักแสดงหรือไอดอลชื่อดัง อย่าง Bibigo ที่ดึง “พัคซอจุน” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ในไทย ก็ช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้นมากๆ ฉันรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่การโฆษณา แต่เป็นการสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คนอยากลองและซื้อซ้ำได้จริงๆ
การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งผ่านวัฒนธรรม
การที่ K-Food สามารถสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเป็นที่จดจำได้ ไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติอย่างเดียวค่ะ แต่มันมาจากการผสมผสานวัฒนธรรมเกาหลีเข้าไปในทุกมิติของผลิตภัณฑ์และบริการ ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ที่สวยงามทันสมัย การออกแบบร้านอาหารที่ได้กลิ่นอายเกาหลี ไปจนถึงการจัดกิจกรรมทางการตลาดที่เชื่อมโยงกับ K-Culture ต่างๆ เช่น การเป็นสปอนเซอร์คอนเสิร์ต KCON ซึ่งเป็นเทศกาลวัฒนธรรมเกาหลีที่ยิ่งใหญ่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าได้สัมผัสประสบการณ์เกาหลีแบบครบวงจร ไม่ใช่แค่ได้กินอาหารอร่อยๆ เท่านั้น แต่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่พวกเขารักด้วยค่ะ ฉันคิดว่านี่คือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมากๆ ที่ทำให้ K-Food ยังคงครองใจคนทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่องค่ะ
โอกาสและความท้าทายของ K-Food ในปี 2025 และอนาคต
มองไปข้างหน้าถึงปี 2025 และในอนาคต ฉันเชื่อว่า K-Food ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกเยอะเลยค่ะ ด้วยนวัตกรรมที่มาแรง และพลังของ K-Culture ที่ยังไม่ตกเทรนด์ แต่แน่นอนว่าทุกธุรกิจย่อมมีทั้งโอกาสและความท้าทายควบคู่กันไปนะคะ ในฐานะคนที่ติดตามวงการนี้มาตลอด ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ก็อดห่วงไม่ได้กับปัญหาบางอย่างที่อาจจะเข้ามาเป็นอุปสรรคได้เหมือนกันค่ะ อย่างเช่น เรื่องของภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ผู้บริโภคก็เริ่มระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น หรือเรื่องของการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดอาหารโลก ซึ่งสตาร์ทอัพ K-Food จะต้องปรับตัวและคิดค้นกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อให้สามารถยืนหยัดและเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืนค่ะ
การรับมือกับเทรนด์การใช้จ่ายของผู้บริโภค
ในปี 2025 เทรนด์หนึ่งที่น่าจับตามองคือเรื่องที่ผู้บริโภคจะระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะราคาอาหารกลางวันที่แพงขึ้นจนเกิดศัพท์ใหม่ว่า “Lunchflation” ในเกาหลี ตรงนี้เป็นความท้าทายที่สตาร์ทอัพ K-Food ต้องเจอเลยค่ะ พวกเขาจะต้องคิดหาวิธีนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ยังคงคุณภาพดีและรสชาติอร่อย แต่ในราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงง่ายขึ้น อาจจะเป็นการพัฒนา HMR ที่คุ้มค่ามากขึ้น หรือการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การประหยัดของผู้บริโภคค่ะ ฉันเองในฐานะผู้บริโภคก็อยากเห็นตัวเลือกที่หลากหลายและราคาเป็นมิตรมากขึ้นนะคะ เพราะไม่ว่าจะชอบ K-Food แค่ไหน ถ้าแพงเกินไปก็คงต้องคิดหนักเหมือนกันค่ะ
การแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดโลก

ถึงแม้ว่า K-Food จะได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารนั้นดุเดือดมากๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่คู่แข่งจากประเทศอื่นๆ เท่านั้น แต่สตาร์ทอัพ K-Food ด้วยกันเองก็ต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดด้วยเช่นกัน ดังนั้น การสร้างความแตกต่างและจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมด้านรสชาติ เทคโนโลยีการผลิต หรือแม้แต่การสร้างประสบการณ์การกินที่ไม่เหมือนใคร ฉันเชื่อว่าสตาร์ทอัพที่สามารถปรับตัวและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อยู่เสมอ จะเป็นผู้ที่สามารถเอาชนะในสงคราม K-Food ระดับโลกได้อย่างแน่นอนค่ะ นี่คือความท้าทายที่น่าตื่นเต้นที่ฉันอยากเอาใจช่วยทุกๆ แบรนด์เลย!
การสนับสนุนและ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้สตาร์ทอัพ K-Food เติบโตได้ดีในเกาหลีใต้ คือการสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากภาครัฐและภาคเอกชนค่ะ ฉันเคยได้ยินมาว่าที่เกาหลีมีหน่วยงานและโครงการต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนสตาร์ทอัพด้าน Food Tech โดยเฉพาะ ทั้งเรื่องเงินทุน การให้คำปรึกษา และการสร้างเครือข่าย นี่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมากๆ เลยนะคะ เพราะมันช่วยให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่มีไอเดียดีๆ สามารถเริ่มต้นธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องทรัพยากรมากจนเกินไป ซึ่งในมุมมองของฉัน Ecosystem ที่ดีแบบนี้แหละค่ะ ที่เป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ K-Food สามารถก้าวไปสู่ระดับโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
แหล่งเงินทุนและการลงทุนในสตาร์ทอัพ Food Tech
การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสตาร์ทอัพทุกรายเลยค่ะ และสตาร์ทอัพ Food Tech ของเกาหลีใต้ก็โชคดีที่มีนักลงทุนทั้ง Angel Investor และ Venture Capital (VC) ที่พร้อมเข้ามาสนับสนุน พวกเขาไม่ได้ให้แค่เงินทุนเท่านั้นนะคะ แต่ยังนำความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายต่างๆ เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจอีกด้วย ฉันรู้สึกว่าการลงทุนในสตาร์ทอัพด้านอาหารเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ เพราะมันไม่ใช่แค่การลงทุนในบริษัท แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของอาหารที่เรากินอยู่ทุกวันด้วย ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ก็ไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่ยังหมายถึงนวัตกรรมที่จะเข้ามาช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นด้วยนะคะ
ศูนย์บ่มเพาะและเครือข่ายผู้ประกอบการ
นอกจากเงินทุนแล้ว ศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) และเครือข่ายผู้ประกอบการก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สตาร์ทอัพเติบโตได้ค่ะ ที่เกาหลีใต้มี Startup Hub ที่เป็นเหมือนพื้นที่สร้างสรรค์ ให้เชฟและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้มาทดลองไอเดีย พัฒนาผลิตภัณฑ์ และแลกเปลี่ยนความรู้กัน ฉันคิดว่าการได้ทำงานร่วมกับคนที่มีแพชชั่นเดียวกัน ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จจากสตาร์ทอัพรุ่นพี่ จะเป็นแรงผลักดันที่ดีมากๆ เลยนะคะ สิ่งเหล่านี้สร้างเป็น Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ซึ่งไม่เพียงช่วยให้สตาร์ทอัพแต่ละรายเติบโต แต่ยังช่วยยกระดับอุตสาหกรรม Food Tech ของเกาหลีใต้โดยรวมให้ก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันอีกด้วยค่ะ
เทรนด์อาหารเกาหลีที่น่าจับตาในปี 2025
ในฐานะบล็อกเกอร์ที่ชื่นชอบอาหารเกาหลีมากๆ ฉันต้องบอกเลยว่าปี 2025 นี้มีเทรนด์อาหารเกาหลีใหม่ๆ ที่น่าสนใจและน่าลองเยอะแยะไปหมดเลยค่ะ นอกจากเมนูยอดฮิตตลอดกาลแล้ว ตอนนี้วงการ K-Food กำลังก้าวไปอีกขั้น ด้วยการนำเสนอสิ่งแปลกใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรสชาติที่หลากหลายมากขึ้น การใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่นวัตกรรมที่ทำให้การกินอาหารเกาหลีสะดวกสบายกว่าเดิม ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นเมนูใหม่ๆ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดเลยล่ะค่ะ เหมือนได้ผจญภัยในโลกแห่งความอร่อยที่ไม่รู้จบเลยจริงๆ
รสชาติใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อก่อนเราอาจจะคุ้นเคยกับรสชาติเกาหลีแบบดั้งเดิม แต่ตอนนี้สตาร์ทอัพและบริษัทอาหารเกาหลีกำลังสร้างสรรค์รสชาติใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นมากๆ ค่ะ อย่างเช่น ผลไม้เคลือบน้ำตาล (Tanghulu) หรือคุกกี้เกาหลียักกวา (Yakgwa) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก หรือแม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีรสชาติเผ็ดจัดจ้านยิ่งขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งสำหรับสายแซ่บอย่างฉันนี่คือสวรรค์เลยล่ะค่ะ นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานวัตถุดิบและเทคนิคการปรุงจากวัฒนธรรมอื่นๆ เข้ามาทำให้อาหารเกาหลีมีมิติและน่าสนใจมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกว่า K-Food ไม่มีวันน่าเบื่อเลยจริงๆ ค่ะ มีอะไรให้เราได้ลองตลอดเวลา
อาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคล
เทรนด์สุขภาพยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง และ K-Food ก็ไม่พลาดที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ค่ะ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่เน้นส่วนผสมจากพืช (Plant-based) อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) หรืออาหารที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มคนที่มีข้อจำกัดในการบริโภคบางอย่าง ฉันเห็นหลายแบรนด์เริ่มมีข้อมูลโภชนาการที่ละเอียดขึ้น ทำให้เราสามารถเลือกกินอาหารที่เหมาะกับร่างกายและความต้องการส่วนตัวได้ง่ายขึ้นด้วย นี่เป็นอะไรที่ดีมากๆ เลยนะคะ เพราะเราทุกคนต่างมีความต้องการที่แตกต่างกัน และการที่ K-Food ตอบโจทย์ความหลากหลายตรงนี้ได้ ทำให้รู้สึกว่าแบรนด์ใส่ใจผู้บริโภคจริงๆ ค่ะ
จากครัวสู่โลก: การขยายตัวของ K-Food ทั่วโลก
ฉันได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ K-Food มาพักใหญ่แล้วค่ะ และสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือการที่อาหารเกาหลีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในทวีปเอเชียอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังก้าวเข้าสู่ครัวเรือนของผู้คนทั่วโลกอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรป ร้านอาหารเกาหลีในอเมริกา หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ HMR ในประเทศไทย เราจะเห็น K-Food ปรากฏอยู่ทุกที่เลยค่ะ การขยายตัวนี้ไม่ได้เกิดจากแค่กระแส K-Pop หรือ K-Drama เพียงอย่างเดียว แต่มันคือการทำงานอย่างหนักของบริษัทอาหารเกาหลีที่มองเห็นโอกาสและพร้อมที่จะลงทุนเพื่อบุกตลาดใหม่ๆ อย่างจริงจัง ฉันรู้สึกประทับใจกับความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ของพวกเขามากๆ เลยค่ะ
ตลาดใหม่ๆ ในยุโรปและอเมริกา
น่าทึ่งมากนะคะที่ K-Food สามารถไปสร้างฐานแฟนคลับในตลาดที่แข็งแกร่งอย่างยุโรปและอเมริกาได้ บริษัทอาหารเกาหลีหลายแห่งเข้าไปตั้งโรงงานผลิตในประเทศเหล่านั้น เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่สดใหม่และตอบสนองความต้องการของคนท้องถิ่นได้ทันท่วงที อย่างเช่น CJ CheilJedang ที่ขยายธุรกิจไปอเมริกาและยุโรปอย่างจริงจังด้วยแบรนด์ Bibigo โดยเน้นสินค้าอย่างมันดู (เกี๊ยวเกาหลี) และสาหร่าย หรือ Nongshim ที่บุกตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในสหรัฐอเมริกาจนประสบความสำเร็จอย่างสูง ฉันคิดว่าการที่พวกเขากล้าลงทุนในตลาดที่แตกต่าง แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในคุณภาพและศักยภาพของ K-Food ได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ตลาดศักยภาพสูง
แน่นอนว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทยของเรา K-Food ก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามไม่แพ้ที่ไหนๆ เลยค่ะ ฉันสังเกตเห็นว่ามีร้านอาหารเกาหลีเปิดใหม่เต็มไปหมด แถมผลิตภัณฑ์อาหารเกาหลีแปรรูปก็วางขายกันเกลื่อนในร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัทอาหารเกาหลีเองก็เล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดนี้ และมีการเข้ามาลงทุนร่วมกับบริษัทท้องถิ่นเพื่อขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อย่างกรณีของ A-BEST ที่ร่วมมือกับ CJ FOODS KOREA เพื่อนำแบรนด์ Bibigo เข้ามาทำตลาดในไทย ก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวและการบุกตลาดเชิงรุกในภูมิภาคนี้ค่ะ ฉันเชื่อว่าในอนาคต K-Food จะยิ่งเติบโตและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้นไปอีกค่ะ
| บริษัท/สตาร์ทอัพเด่น | นวัตกรรม/จุดเด่น | ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ |
|---|---|---|
| CJ CheilJedang (Bibigo) | HMR คุณภาพสูง, การตลาดระดับโลก | มันดู (เกี๊ยวเกาหลี), กิมจิ, ซอสโคชูจัง |
| Nongshim | บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ขยายโรงงานในต่างประเทศ | Shin Ramyun, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสเผ็ด |
| Woowa Brothers (Baedal Minjok) | แพลตฟอร์มส่งอาหาร, หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร | บริการส่งอาหาร, หุ่นยนต์ช่วยในครัว |
| BEYOND HONEYCOMB | หุ่นยนต์เชฟ, แพลตฟอร์มอัตโนมัติในครัว | หุ่นยนต์ปรุงอาหารตามสูตร |
| HN Novatech | อาหารเทคโนโลยี, ทางเลือกโกโก้ (Ecao) | ผลิตภัณฑ์ Ecao (โกโก้ทางเลือกจากพืช) |
ส่งท้ายบทความ
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน ฉันเชื่อว่าตอนนี้หลายคนคงมอง K-Food ในมุมที่แตกต่างออกไปแล้วใช่ไหมล่ะคะ จากที่เคยคิดว่าเป็นแค่อาหารอร่อยๆ แต่จริงๆ แล้วมันคือโลกแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่น่าทึ่งจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็น HMR ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น หุ่นยนต์ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในครัว หรือสตาร์ทอัพที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ฉันรู้สึกภูมิใจและตื่นเต้นไปกับพัฒนาการของ K-Food เสมอเลยค่ะ มันไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นการลงทุนและวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสู่ระดับโลกจริงๆ และในฐานะคนที่หลงรักอาหารเกาหลี ฉันจะขอเป็นกำลังใจให้วงการนี้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และแน่นอนว่าจะนำข้อมูลดีๆ มาฝากทุกคนเสมอค่ะ
เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่ควรรู้
1. HMR ไม่ใช่แค่อาหารแช่แข็งธรรมดา: จริงๆ แล้ว HMR หรือ Home Meal Replacement ของเกาหลีมีการพัฒนาไปไกลมากค่ะ ไม่ใช่แค่อุ่นไมโครเวฟแล้วจบ แต่หลายแบรนด์ใช้เทคโนโลยีการถนอมอาหารที่คงรสชาติและเนื้อสัมผัสได้ใกล้เคียงกับอาหารปรุงสดใหม่ ทำให้เราได้ทานอาหารเกาหลีคุณภาพดีได้ง่ายๆ ที่บ้าน แถมบางเมนูยังมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาทำอาหารเองมากๆ เลยค่ะ ฉันเองลองมาหลายยี่ห้อแล้ว ต้องบอกเลยว่าบางครั้งอร่อยจนนึกว่าเป็นฝีมือเชฟจริงๆ เลยนะ
2. เทรนด์ Plant-based กำลังมาแรงสุดๆ: อาหารเกาหลีเน้นผักและธัญพืชเป็นส่วนประกอบหลักอยู่แล้ว แต่ตอนนี้สตาร์ทอัพหลายเจ้ากำลังต่อยอดไปสู่ Plant-based หรืออาหารที่ทำจากพืช 100% อย่างจริงจัง เพื่อตอบรับกระแสสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกนสามารถลิ้มลอง K-Food ได้หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม แถมรสชาติก็ยังอร่อยไม่แพ้เนื้อสัตว์เลยด้วย ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนรักสุขภาพจริงๆ ค่ะ
3. ระวัง “Lunchflation” ค่าครองชีพพุ่ง: ในเกาหลีใต้ตอนนี้มีคำว่า “Lunchflation” เกิดขึ้นมา เพราะราคาอาหารกลางวันแพงขึ้นมากค่ะ นี่เป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สตาร์ทอัพ K-Food จึงต้องปรับตัว นำเสนอทางเลือกที่คุ้มค่าและเข้าถึงง่าย เพื่อให้ทุกคนยังคงทานอาหารเกาหลีอร่อยๆ ได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณมากจนเกินไปค่ะ ส่วนตัวฉันเองก็ต้องมองหาโปรโมชั่นดีๆ อยู่เสมอเลยค่ะ
4. เบื้องหลัง K-Pop & K-Drama คือการตลาดอัจฉริยะ: ที่ K-Food โด่งดังไปทั่วโลก ไม่ได้มีแค่พลังของศิลปินดาราเกาหลีอย่างเดียวค่ะ แต่บริษัทอาหารเกาหลีใช้ K-Culture เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้พรีเซ็นเตอร์ชื่อดัง หรือการร่วมมือกับซีรีส์และภาพยนตร์ ทำให้ผู้ชมรู้สึกอินและอยากลองทานอาหารตาม นี่คือกลยุทธ์ที่ทำให้ K-Food เข้าถึงใจผู้คนได้อย่างแท้จริง และฉันก็ตกเป็นเหยื่อของการตลาดนี้บ่อยๆ เลยค่ะ
5. เกาหลีใต้เป็นศูนย์กลาง Food Tech ที่น่าจับตา: ไม่ใช่แค่ Silicon Valley ที่มีสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีนะคะ เกาหลีใต้ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มี Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ทอัพ Food Tech อย่างมาก ทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน เงินทุนที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเครือข่ายของผู้ประกอบการที่แข็งแกร่ง ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในวงการอาหารเกาหลีอยู่เสมอเลยค่ะ
สรุปประเด็นสำคัญ
K-Food ในปัจจุบันไม่ได้เป็นแค่อาหารธรรมดาอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่เป็นผลผลิตจากการผสมผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว การเติบโตของ HMR และการเข้ามาของหุ่นยนต์ในธุรกิจอาหาร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสะดวกสบายและประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน การลงทุนมหาศาลและการปรับตัวให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่น ก็เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ K-Food ก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ สตาร์ทอัพ Food Tech ยังเข้ามาเติมเต็มด้วยไอเดียสร้างสรรค์ที่เน้นสุขภาพและความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ K-Food ยังคงเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามองและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคตค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: นวัตกรรมอะไรบ้างที่ขับเคลื่อนให้ K-Food สตาร์ทอัพเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตอนนี้คะ?
ตอบ: โอ้โห… ถ้าให้พูดถึงนวัตกรรมในวงการ K-Food สตาร์ทอัพนี่ต้องบอกว่าเยอะมากจนน่าตื่นเต้นเลยค่ะ! สิ่งที่ฉันเห็นได้ชัดเจนและรู้สึกว่ามัน “ว้าว” มากๆ ก็คือเรื่องของอาหารพร้อมทาน (HMR – Home Meal Replacement) ที่พัฒนาไปไกลมาก ไม่ใช่แค่สะดวก แต่รสชาติยังเหมือนกินที่ร้านเป๊ะๆ เลยค่ะ เราจะเห็นพวกต็อกบกกี กิมจิซุป หรือแม้แต่จาจังมยอนแบบสำเร็จรูปที่ทำง่ายๆ แค่อุ่นไมโครเวฟ ก็อร่อยได้เหมือนต้นตำรับ นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในร้านอาหารเกาหลี ทั้งระบบสั่งอาหารอัตโนมัติ หรือหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร เพื่อเพิ่มความเร็วและความแม่นยำในการให้บริการ และที่กำลังมาแรงมากๆ คืออาหารทางเลือกอย่าง Plant-based K-Food ค่ะ คือยังคงรสชาติเกาหลีแท้ๆ แต่ใช้วัตถุดิบจากพืชทั้งหมด เพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพและกลุ่มวีแกน ซึ่งเป็นการขยายตลาดให้กว้างขึ้นไปอีก นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ K-Food ไม่ได้เป็นแค่กระแสชั่วคราว แต่กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการอาหารเลยทีเดียวค่ะ
ถาม: ถ้าคนไทยอย่างเราอยากเริ่มต้นธุรกิจ K-Food สตาร์ทอัพในไทยบ้าง มีโอกาสอะไรที่น่าสนใจไหมคะ?
ตอบ: แน่นอนค่ะว่ามีโอกาสเยอะแยะไปหมดเลย! จากที่ฉันสังเกตมาตลอด คนไทยเราหลงรัก K-Food มากๆ ค่ะ ไม่ว่าจะวัยไหนก็ชื่นชอบ ดังนั้น ถ้าอยากจะเริ่มธุรกิจ K-Food สตาร์ทอัพในไทย สิ่งสำคัญคือการหาจุดเด่นของเราค่ะ ลองคิดดูว่าเราจะทำ K-Food แบบไหนที่แตกต่างจากตลาดที่มีอยู่แล้ว อาจจะเป็น K-Food ฟิวชั่นที่ผสมผสานรสชาติไทยๆ เข้าไป ทำให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น แต่ยังคงกลิ่นอายเกาหลี หรืออาจจะเป็นการเน้นคอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่ เช่น ร้านอาหารเกาหลีที่มีธีมพิเศษ หรือเมนู K-Food ที่ปรับให้เข้ากับวัตถุดิบตามฤดูกาลของไทยก็ได้ค่ะ นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์และการเดลิเวอรี่ก็สำคัญมากๆ นะคะ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเยอะ เราต้องเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของคุณภาพอาหารและความสะอาด ปลอดภัย เป็นสิ่งที่คนไทยให้ความสำคัญมากๆ ค่ะ ถ้าเราทำได้ดีตรงนี้ ฉันเชื่อว่าธุรกิจ K-Food สตาร์ทอัพของเรามีโอกาสปังแน่นอน!
ถาม: อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ K-Food สตาร์ทอัพประสบความสำเร็จระดับโลกได้รวดเร็วขนาดนี้คะ?
ตอบ: อันนี้เป็นคำถามที่ฉันเองก็สงสัยมาตลอดเลยค่ะ! ที่ฉันเห็นและรู้สึกได้เลยว่านี่คือ “คีย์เวิร์ด” สำคัญก็คือ “พลังของ Soft Power” หรือที่เรารู้จักกันในนาม “กระแสฮันรยู (Hallyu)” นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์เกาหลี ภาพยนตร์ K-Pop หรือแม้แต่ Influencer ต่างๆ ก็มีอิทธิพลอย่างมากในการทำให้คนทั่วโลกสนใจและอยากลองชิมอาหารเกาหลีตามที่เห็นในสื่อเหล่านี้ ลองคิดดูสิคะ เราดูซีรีส์แล้วเห็นพระเอกนางเอกกินต็อกบกกีร้อนๆ กลางหิมะ เราก็อยากกินตามทันทีเลยใช่ไหมคะ?
นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีเองก็ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งด้านการตลาด การส่งเสริมการส่งออก และการผลักดันนวัตกรรม ไม่ใช่แค่รัฐบาลนะคะ เอกชนก็ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลก แล้วก็มีการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมอาหารของแต่ละประเทศด้วย อย่างในอเมริกา เราจะเห็น K-Food Trucks ที่ขายทาโก้กิมจิ ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ลงตัวมากๆ เลยค่ะ ทั้งหมดนี้รวมกัน ทำให้ K-Food ไม่ได้เป็นแค่อาหาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ผู้คนทั่วโลกอยากสัมผัสและเปิดใจรับ นั่นแหละค่ะคือเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้ K-Food สตาร์ทอัพทะยานสู่ระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว!






